สติทำให้เกิดสมาธิ และสมาธิทำให้เกิดปัญญา
ปัญญาที่มีสมาธิเป็นฐานนั้นจะมีพลังมากมีอานิสงส์มาก พระพุทธเจ้าตรัสรู้
เพราะปัญญา แต่กว่าจะตรัสรู้ได้ พระพุทธเจ้าต้องเจริญสติบำเพ็ญสมาธิ
เพราะฉะนั้นฝึกสติให้อยู่กับปัจจุบันอย่าใจลอย ใจต้องอยู่กับเรื่องเฉพาะหน้า
ที่ต้องทำ ท่านจะมีสมาธิ แล้วสมาธินั้นทำให้เกิดปัญญา ปัญญาที่นำมาใช้ในชีวิต
ประจำวัน เรียกว่าสัมปชัญญะ
สัมปชัญญะก็คือปัญญาเฉพาะเรื่องนั่นเอง ปัญญาคือความรอบรู้ ส่วนสัมปชัญญะ
ก็คือความรู้ชัดรู้จริงที่นำมาแก้ปัญหาเฉพาะหน้าขณะนั้นได้ ถ้าสติไม่มาปัญญาก็ไม่เกิด
สติมา ปัญญาเกิด สติเตลิดก็เกิดปัญหา
ตัวอย่างในการแก้ปัญหา เช่น ตึกถล่มที่รอยัลพลาซ่าโคราช ทุกคนในอาคาร
ตกอกตกใจ บางคนช็อควิ่งพล่าน แต่มีคนคนหนึ่งรอดมาได้ เขากำลังกวาดพื้นอยู่
พอเสียงลั่นครืน แกกระโดดวิ่งไปหาเสาใหญ่ ไปหลบที่เสาเพราะคานมันจะหล่น
พอคานหล่นมาก็คร่อมแกไว้ แกอยู่พิงเสาไม่ได้วิ่งไปไหน มีสติเพราะฝึกไว้ แต่บางคน
ฝึกแล้วยังตกใจทำอะไรไม่ถูก สติไม่มาปัญญาก็ไม่เกิด
สติกับสัมปชัญญะต้องมาด้วยกัน สติคือความรู้ทัน สัมปชัญญะคือความรู้เท่า
ความรู้เท่าหมายถึงรู้เท่าถึงการณ์ เห็นเหตุแล้วคาดว่าผลลัพธ์อะไรจะตามมา มอง
ภาพกว้าง มองหน้ามองหลัง
รู้เท่าเอาไว้ป้องกัน รู้ทันเอาไว้แก้ไข พอเกิดปัญญาเฉพาะหน้าขึ้นมาไม่ว่าจะเรื่องอะไร
ก็ตาม สติจะช่วยทำให้ท่านระดมปัญญามาแก้ปัญหา เช่น ขับรถบนท้องถนน ถ้าเกิด
ยางแตกจะทำอย่างไร บางคนตกใจเสียสติเหยียบเบรครถเลยพลิกคว่ำ บางคน
ขับรถบนท้องถนนรถบรรทุกสิบล้อพุ่งสวนเข้าใส่ท่านจะทำอย่างไร ถ้ากดแตร
เขายังไม่หลบ บางคนบอกว่ารถบรรทุกแล่นในเลนเราต้องวัดใจกันหน่อย ใครดีใครอยู่
สติเป็นเครื่องกำหนดรู้ว่าเรากำลังทำอะไร บางคนไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ พอโกรธขึ้นมาแทบจะ
ฆ่ากันตาย พอรู้ตัวก็ว่านี่เราถือมีดทำไม เราบ้าอะไรขึ้นมา สติจะเป็นตัวตรวจ ตรวจความ
เป็นไปของเรา สัมปชัญญะจะเป็นตัวตัดสินหรือกลั่นกรองว่าอะไรควรไม่ควร เช่น
เราโกรธอยากจะไปด่าเขา ถ้าเราไม่มีสติเราก็ไปด่าเขา สติจะเตือนให้เรารู้ตัวว่ากำลัง
จะด่า สัมปชัญญะจะเป็นตัวเซนเซ่อร์ที่พิจารณาว่าควรด่าหรือไม่ควร
ในเรื่องกีสาโคตมีที่เล่ามานั้นเธอได้สติรู้ตัวว่ากำลังอุ้มลูกที่ตายแล้ว สัมปชัญญะทำให้
เธอเห็นว่าความตายเป็นเรื่องธรรมดา
สัมปชัญญะคือความรู้ชัด 4 ประการ คือ
1. สาตถกสัมปชัญญะ (ยั้งคิดถึงประโยชน์ตนและท่าน)
2. สัมปายสัมปชัญญะ (เลือกเรื่องที่เหมาะสม)
3. โคจรสัมปชัญญะ (มีธรรมประจำใจ)
4. อสัมโมหสัมปชัญญะ (ไม่หลงลืมตัว)
ประการแรก สาตถกสัมปชัญญะ คือยั้งคิดถึงประโยชน์ที่จะเกิดจากการกระทำและ
คำพูดของตน ก่อนที่ท่านจะทำอะไรก็ตาม โบราณสอนเราให้ยั้งคิดเสียก่อน เช่น
นับ 1-10 การยั้งคิดคือสัมปชัญญะที่ตรวจสอบพฤติกรรมของตัวเอง ก่อนพูด
ก่อนทำให้นึกว่าเรื่องที่จะพูดหรือทำมีประโยชน์หรือไม่ คนที่หมั่นตรวจสอบตัวเอง
จะทำอะไรไม่ผิดพลาด คนทำอะไรไม่ผิดพลาดก็ไม่มีความทุกข์ความเครียด ส่วนคน
ทำผิดเพราะไม่ยั้งคิด ไม่ได้นึกว่าเรื่องที่เราจะพูดจะทำออกไปนั้นมีประโยชน์ไหม
สติจะบอกว่าเรากำลังทำอะไร สัมปชัญญะจะเตือนว่าเรื่องที่ทำอยู่นี้มีคุณหรือมีโทษ
ให้ยั้งคิดเสียก่อน
บางท่านทำไปตามความเคยชิน แก้ปัญหาด้วยอารมณ์ สามีหนุ่ม ภรรยาสาวที่มาจาก
ครอบครัวที่พ่อแม่ทะเลาะกัน ตัวเขาเองก็มักจะทะเลาะกัน ถ้าพ่อแม่เคยใช้ความรุนแรง
แก้ปัญหาอย่างไร ลูกของเขาเวลาที่โตขึ้นแล้วแต่งงานก็มักจะแก้ปัญหาอย่างนั้น
แม่เคยทำอย่างไรเมื่อทะเลาะกับพ่อ ลูกสาวก็มักจะทำอย่างนั้น เพราะว่าชินกับการ
แก้ปัญหาอย่างเดียวกัน แต่ถ้ามีสัมปชัญญะสักนิด และยั้งคิดเสียก่อน พอโกรธ
เป็นฟืนเป็นไฟขึ้นมาให้ถามตัวเองว่ามีประโยชน์อะไรไหมที่จะเอาชนะกัน
พ่อแม่บางคนด่าลูกอย่างเดียว ถามว่าด่าเพื่ออะไร ตอบว่าเพื่อให้เด็กกลับตัว
ถ้าเราด่าอย่างเดียว เด็กจะกลับตัวไหม ถ้ายิ่งด่าเหมือนยิ่งยุ แล้วด่าทำไม การยั้งคิด
จะเกิดขึ้นและหันไปใช้เหตุผลอบรมลูก
ถ้าท่านไปถนนสายกรุงเทพฯ-สระบุรี จะผ่านหินกอง ก่อนถึงหินกองประมาณ 1 กม.
ด้านซ้ายมือจะพบอาคาร 4 ชั้นเป็นร้านอาหารร้านใหญ่ เถ้าแก่ของร้านนี้เคยอย่ตรงสี่แยก
เปิดเป็นร้านเล็ก ๆ ขายของมานานแล้ว บังเอิญเป็นที่จอดรถประจำทาง จึงขายดิบ
ขายดี พอขายดีได้เงินสะสมขึ้นมาก็ย้ายไปสร้างอาคาร 4 ชั้น คุณทวี วรคุณ รู้จักมักคุ้น
จึงแวะรับประทานอาหาร พอรู้ว่าเถ้าแก่จะย้ายร้านจึงถามว่า
"คนจีนเขาถือว่า ค้าขายที่ไหนทำมาค้าขึ้นแล้ว เขาจะไม่ย้ายที่แล้วนี่ย้ายห่างไปตั้งหนึ่งกิโล
เมตร รถที่ไหนจะไปจอด ไม่กลัวขาดทุนหรือ"
ถ้าแก่ตอบว่า "ไม่กลัวขาดทุน"
"ทำไมไม่กลัว" คุณทวีซัก
เถ้าแก่ตอบว่า "ถ้าขาดทุนถือว่าขาดทุน 4 บาท"
"ทำไมขาดทุนน้อยจัง"
เถ้าแก่อธิบายว่า "เพราะตอนที่แยกตัวมาตั้งครอบครัวทำธุรกิจเตี่ยให้เงินมาลงทุนแค่
4 บาท นอกนั้นทำงานหาเงินเองตลอด ขาดทุนแค่ 4 บาท จะกลัวอะไร"
วิธีคิดนี้เป็นสาตถกสัมปชัญญะ
เถ้าแก่คนนี้มีเหตุการณ์สำคัญที่เปลี่ยนชีวิตอีกตอนหนึ่ง คือแกเคยเล่นการพนัน ในรอบปี
หนึ่งจะไปเล่นครั้งหรือสองครั้ง ปรากฎว่าครั้งหนึ่งไปเล่น 3 วัน 3 คืนไม่กลับบ้าน
ไม่บอกภรรยาด้วย หมดเงินหมื่นที่สะสมมาเป็นปี พอกลับมาบ้านภรรยาถามว่าไปไหนมา
ก็ตอบว่าไปเล่นไพ่แล้วเงินสะสมเป็นหมื่นนั้นเสียพนันหมดเลย
ตอนที่เดินทางกลับบ้านเถ้าแก่นึกในใจว่าถ้าภรรยาด่าคำเดียวจะท้าเลิกกันเลย ไหน ๆ เรา
มันเลวมาแล้ว ก็ไปตามทางของคนเลว หากภรรยาพูดผิดหูคำเดียวท้าแยกทางกันเลย
บังเอิญภรรยาบอกว่า "หมดแล้วก็หมดไป แต่ถ้ารู้ว่าเล่นแล้วหมดตัวก็อย่าไปเล่นอีก"
ฟังแค่นี้เถ้าแก่เกิดความสงสารภรรยา คิดว่าเขาดีต่อเราอย่างนี้ เรายังจะเลวไปเล่น
อีกหรือ คิดไปคิดมาเลยเลิกเล่นการพนัน ตั้งแต่นั้นมาแล้วก็ทำงานสร้างฐานะมาจน
กระทั่งเป็นหลักฐานในปัจจุบัน
ครั้งหนึ่งอาตมาไปบรรยายธรรมให้ผู้อำนวยการโรงพยาบาลทั่วประเทศฟัง ผู้อำนวยการ
ท่านหนึ่งขับรถมาส่งที่วัดแล้วก็บอกว่า ภรรยาของผมร้องไห้มา 3 ปีแล้ว เพราะพี่ชาย
เธอตาย พี่ชายของภรรยาเป็นหมออยู่สหรัฐฯ มาหัวใจวายตายกะทันหันที่เมืองไทย
ร้องไห้สงสารพี่ชายที่ตาย ไม่ใช่ร้องคนเดียว แม่ยายของผมก็ร้องไห้ด้วย เจอหน้ากัน
ทีไรร้องไห้ทุกที ไม่เป็นอันทำงานทำการมา 3 ปีแล้ว ผมไปเตือนไม่ได้ เธอจะหาว่า
ไม่รักพี่ชายของเธอ ครอบครัวเราไม่มีความสุขมา 3 ปีแล้ว
การร้องไห้นั้นสามารถทำได้ แต่ควรพิจารณาว่าจะเกิดอะไร ไม่ใช่ทำไปตามความเศร้า
อย่างเดียว ถึงจะร้องไห้สักเท่าไรก็ช่วยอะไรไม่ได้ ญาติตายไปแล้วพระพุทธเจ้าทรง
เตือนว่า "น หิ รุณฺณํ วา โสฏก วา" เป็นต้น แปลความว่า "การร้องไห้ความเศร้าโศก
หรือคร่ำครวญไม่เป็นประโยชน์แก่ผู้ล่วงลับไปแล้ว ญาติผู้ล่วงลับก็คงอยู่อย่างนั้น
การถวายทักษิณาทานที่ตั้วไว้ดีแล้วในพระสงฆ์จึงจะสำเร็จประโยชน์แก่ญาตินั้นตามควร
แก่ฐานะตลอดกาลนาน" การยั้งคิดก่อนทำเช่นนี้จัดเป็นสาตถกสัมปชัญญะ
บางคนเป็นคนอารมณ์ไม่ดี หยุดหงิดตลอดวัน คือเป็นความเคยชินอย่างหนึ่ง
คนประเภทนี้ความจำดี ใครด่าใครว่าอะไรจำได้หมด เพราะจดใส่ไดอารี่ว่าวันที่เท่านั้น
เวลาเท่านั้น คนนั้นด่าฉันว่าอย่างนั้น
ท่านลองคิดดูซิว่ารถมีท่อไอเสีย มันไม่เก็บเอาสิ่งไม่ดีไว้ แต่คนเราเสียสุขภาพจิต หาก
เก็บแต่เรื่องร้าย ๆ เอาไว้ในความทรงจำ เก็บความสูญเสียคนรักและความล้มเหลว
ในอดีตมาเป็นปีศาจที่คอยหลอกหลอนตนเอง คนเหล่านี้เก็บแต่เรื่องร้ายเอาไว้แล้ว
ก็ปล่อยมาหลอกหลอนตนเองตลอดเวลา
อันที่จริงแล้วอดีตไม่มีความหมายในตัวเอง อดีตมีความหมายเพราะเราไปให้ค่าแก่มัน
ต่างหาก ถ้าเราไม่คิดถึงอดีตก็ไม่มีความหมายอดีตผ่านไปแล้ว อนาคตยังมาไม่ถึง
แล้วทำไมจะต้องไปวุ่นวายกับอดีตมองกลับอดีตอย่างมีบทเรียน หาประโยชน์จาก
ความล้มเหลว ไม่ใช่ละห้อยหาอดีตมาเป็นข้อถ่วงความเจริญของตนเอง อดีตเป็น
บทเรียนที่จะใช้แก้ไขปรับปรุงตนเอง ความผิดหวัง ความล้มเหลวเป็นบทเรียนได้
เพราะฉะนั้นคนบางคนโดนว่าหรืออะไรต่าง ๆ ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา มารไม่มีบารมี
ไม่แก่ ว่าวขึ้นสูงย่อมมีลมต้าน คนขึ้นสูงย่อมมีอุปสรรค
ในทำนองเดียวกันในชีวิตของคนเราควรหาประโยชน์จากเรื่องต่าง ๆ อะไรไม่ดีก็ทิ้งไป
ปล่อยไป เก็บแต่สิ่งที่ดีเอาไว้ บางคนถูกด่าถูกว่าแล้วเก็บเอามาคิดมาแค้น เหมือนกับ
เพื่อนบ้านปาเมล็ดตำแยใส่บ้านของเรา แทนที่เราจะกวาดให้พ้น ๆ ไป บางคนหาที่
เหมาะ ๆ ในบ้านมาเพาะตำแยเลย รดน้ำพรวนดิน ใส่ปุ๋ย พอตำแยออกดอกออก
เมล็ดแล้วใครคัน เราคันเอง คนด่าคนว่าเหมือนคนปาเมล็ดตำแยให้นิดเดียว แต่เรามา
เพาะเพิ่มเอง เขาด่าเราตั้งแต่บ่ายสองโมงจนล่วงมาตีหนึ่งตีสองแล้วเรายังนอนไม่หลับ
เพราะตำแยงอกในหัวใจ ต้องหมุนโทรศัพท์ไปด่าเขากลับคืน ไม่เช่นนั้น นอนไม่หลับ
ทำไมเราไม่ปัดให้พ้น ๆ ไป มีประโยชน์แค่ไหนที่จะเก็บเอาไว้ควรลืมและให้อภัยกัน
ถ้าไม่มีการให้อภัยผิดประการที่สองคือ สัปปายสัมปชัญญะ หมายถึง เลือก เรื่องที่เหมาะสมกับตนเอง นั่นคือ นอกจากเราจะไม่เก็บเรื่องร้าย ๆ เก็บแต่เรื่องดี ๆ ไว้ในใจแล้ว ก่อนจะทำอะไรก็ตามให้ เลือกสิ่งที่เหมาะสมกับเรา โบราณสอนว่า เห็นเขาขึ้นคานหาม อย่าเอามือประสานก้น คนทำการใหญ่เกินตัวเอง เกินความสามารถโดยไม่มีคนช่วย บางทีทำไปนาน ๆ เข้าก็ทน ไม่ไหว เกิดความท้อแท้ เพราะฉะนั้นต้องเลือกวิธีที่ชื่อว่าสัปปายะ
และไม่คิดที่จะลืมซึ่งความหลัง
จะหาสามัคคียากลำบากจัง
ความผิดพลั้งย่อมมีทั่วทุกตัวคน
สุขและทุกข์อยู่ที่ใจไม่ใช่หรือประการที่สามคือ โคจรสัมปชัญญะ หมายถึงมีธรรมะประจำใจ คนที่จะมีสุขภาพจิตดี จะต้องมีธรรมะประจำใจตลอดเวลา เขาเรียกว่ามีภูมิคุ้มกัน ถ้าท่านไม่มีภูมิคุ้มกันอันนี้ กระทบกระเทือนอะไรแล้วมันช็อค มันหัก มันพัง ภูมิคุ้มกันในจิตใจนั้นคือ ต้องฉีดวัคซีน เข้าไป วัคซีนในจิตก็คือธรรมะประจำใจ เมื่อท่านจะทนกับสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษได้ เพราะมีความแข็งแรงทนทานและยืดหยุ่น
ถ้าใจถือก็เป็นทุกข์ไม่สุขใส
ถ้าไม่ถือก็ไม่ทุกข์พบสุขใจ
เราอยากได้ความสุขหรือทุกข์กัน
มะนุชัสสะ สะทา สะตีมะโตแปลความว่า มนุษย์ผู้ใดมีสติรู้ตัวตลอดเวลา รู้ประมาณในโภชนะที่ได้มารับประทาน ผู้นั้นจะมีเวทนาเบาบาง เขาจะแก่ช้าและมีอายุยืน
มัตตัง ชานะโต ลัทธะโภชะเน
ตะนุกุสสะ ภะวันติ เวทะนา
สะณิกัง ชีระติ อายุ ปาละยัง