ปัจจยาการ
เอกสารนำอภิปรายปัญหาธรรมะในพระพุทธศาสนา
โดย น.อ. ประยงค์ สุวรรณบุบผา
ณ มูลนิธิส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความรู้ทางพระพุทธศาสนาเพื่อเฉลิมพระเกียรติฯ
ในองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก
วันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2543 เวลา 14.00-15.50 น.


         ปัจจยาการ (อาการที่สิ่งทั้งหลายเป็นปัจจัยแก่กัน/Structure of Conditions) มีหัวข้อหรือองค์ประกอบ 12 ข้อ
         ปัจจยาการเป็นชื่อหนึ่งในหลายชื่อของปฏิจจสมุปบาท (ธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้นพร้อม/conditioned arising)
         ปัจจยาการ* ปฏิจจสมุปบาท** จัดเป็น 2 สาย คือ
         1. สายเกิด (สมุทัยวาร) หรือสายจับเหตุสาวไปหาผล เป็นสายอนุโลม คือจากต้นไปหาปลาย เริ่มจากอวิชชาเรื่อยไปจนถึงชาติ ชรา มรณะ โสกะปริเทวะ … อุปายาส
         2. สายดับ (นิโรธวาร) หรือสายจับผลสาวไปหาเหตุ เป็นสายปฏิโลม (สายทวน สายย้อนต้น สายจับปลายทวนไปหาต้น คือ จากชรา มรณะ ย้อนไปหาชาติ ความเกิด ฯลฯ จนสิ้นสุดลงตรงอวิชชา
         ปัจจยาการ เป็นชื่อที่นิยมใช้ในพระคัมภีร์อภิธรรมและพระคัมภีร์ รุ่นอรรถกถา
         ปัจจยาการ ซึ่งเป็นชื่อหนึ่งของปฏิจจสมุปบาท ซึ่งปฏิจจสมุปบาทนี้มาในพระไตรปิฎก 3 เล่ม คือ เล่ม 4 เล่ม 16 และเล่ม 35 กับมาในพระคัมภีร์ชั้นอรรถกถาคือวิสุทธิมรรคและอภิธัมมัตถสังคหะ
         ในพระไตรปิฎก เล่ม 20 ข้อ 501 หน้า 227-228 ได้มีพระวจนะที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่า ปฏิจจสมุปบาทนั้นก็เป็นอันเดียวกับอริยสัจจ์ 4 หรือในทางกลับกันอริยสัจจ์ 4 ก็คือ ปฏิจจสมุปบาทนั้นเอง โดยทรงนำเอาสายเกิด (สมุทัยวาร) มาชี้ว่าก็เท่ากับทุกขสมุทัย คือเหตุให้เกิดทุกข์ (ตัณหา 3 กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา) กับสายดับ (นิโรธวาร) ได้แก่ทุกขนิโรธคือความดับทุกข์นั้นเกิดขึ้นได้ด้วยการดับอวิชชาคือความไม่รู้อริยสัจจ์ 4 เมื่ออวิชชาดับ กองทุกข์ทั้งปวงก็ดับ

         ปัจจยาการหรือปฏิจจสมุปบาทรวมทั้งสายเกิด คืออนุโลม (สมุทัยวาร) และสายดับ (นิโรธวาร) คือปฏิโลม จึงจัดเป็นปัจจยาการหรือปฏิจจสมุปบาท

         ปัจจยาการหรือปฏิจจสมุปบาทสายเกิด คือสายสมุทัยวาร (อนุโลม) ได้แก่

1. เพราะอวิชชา เป็นปัจจัย มีสังขาร
2. เพราะสังขาร เป็นปัจจัย มีวิญญาณ
3. เพราะวิญญาณ เป็นปัจจัย มีนามรูป
4. เพราะนามรูป เป็นปัจจัย มีสฬายตนะ
5. เพราะสฬายตนะ เป็นปัจจัย มีผัสสะ
6. เพราะผัสสะ เป็นปัจจัย มีเวทนา
7. เพราะเวทนา เป็นปัจจัย มีตัณหา
8. เพราะตัณหา เป็นปัจจัย มีอุปาทาน
9. เพราะอุปาทาน เป็นปัจจัย มีภพ
10. เพราะภพ เป็นปัจจัย มีชาติ
11. เพราะชาติ เป็นปัจจัย มีชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส
12. ท่านนับทั้งชรา มรณะ อันเป็นผลขาดตอนเข้าด้วย จึงกล่าวว่าปัจจยาการ 12
         ทุกข์ทั้งปวงเกิดขึ้นด้วยประการอย่างนี้

         ปัจจยาการ/ปฏิจจสมุปบาทสายดับ คือ สายนิโรธวาร (ปฏิโลม) ได้แก่

1. ชรามรณะเป็นต้นมีเพราะชาติ
2. ชาติมีเพราะภพ
3. ภพมีเพราะอุปาทาน
4. อุปาทานมีเพราะตัณหา
5. ตัณหามีเพราะเวทนา
6. เวทนามีเพราะผัสสะ
7. ผัสสะมีเพราะสฬายตนะ
8. สฬายตนะมีเพราะนามรูป
9. นามรูปมีเพราะวิญญาณ
10. วิญญาณมีเพราะสังขาร
11. สังขารมีเพราะอวิชชา
12. อวิชชาเป็นมูลเหตุ (หรือเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร) อาการอันเป็นผล ก็ได้ 11 เหมือนกัน นับอวิชชาเป็นมูลเหตุเข้าด้วยจึงเป็น 12

         การสาวทวนตั้งแต่ชรา มรณะ ชาติ … เข้าไปหาเหตุข้างต้น จนถึงอวิชชาดังนี้ เป็นปฏิโลมหรือเป็นการสาวจากปลายไปหาต้น สาวจากผลไปหาเหตุ

         ปัจจยาการที่เป็นชื่อหนึ่งของปฏิจจสมุปบาทยังมีชื่ออื่นอีกว่า

1. อิทัปปัจจยตา (ภาวะที่มีอย่างนี้ ๆ เป็นปัจจัย/specific conditionality)
2. ธรรมนิยาม (ความเป็นไปอันแน่นอนแห่งธรรมดา, กฎธรรมชาติ/ Orderliness of nature, National law)
3. ภวจักร (วงล้อแห่งภพ/the Round of Existence)
4. สังสารจักร (วงล้อแห่งการเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในโลก/the Wheel of Rebirth)
5. วัฏฏจักร (วงล้อแห่งการเวียนเกิดเวียนตาย/Cycle of Rebirth)
6. ไตรวัฎฎ์ (วงวน 3) วงจร 3 ส่วนของปฏิจจสมุปบาท ซึ่งหมุนเวียนสืบทอดต่อ ๆ กันไป ทำให้เกิดวงจรแห่งทุกข์ ได้แก่ กิเลส กรรม และวิบาก
กิเลส ประกอบด้วย อวิชชา ตัณหา อุปาทาน
กรรม ประกอบด้วย สังขาร ภพ
วิบาก ประกอบด้วย วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส
         ที่กล่าวว่า ปฏิจจสมุปบาท นี้ ก็เป็นหนึ่งเดียวกับอริยสัจจ์ 4 ต่างกันเพียงว่า อริยสัจจ์ 4 พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงชี้ผลคือทุกข์ก่อน
         ส่วนปฏิจจสมุปบาทนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงชี้เหตุแห่งทุกข์คืออวิชชา (ความไม่รู้อริยสัจจ์ 4) ก่อน
         ในปัจจยาการหรือปฏิจจสมุปบาทมีกล่าวถึงทุกข์ (กาย) และทุกข์ใจ (โทมนัส) ซึ่งเป็นผลพวงของอวิชชา ละเรื่อยมาจนถึงชาติ (ความเกิด)
         จึงขอทำความรู้จักกับทุกข์ให้กระจ่างชัดสักครั้ง
         ในหนังสือธรรมวิจารณ์ พระนิพนธ์ของท่านเจ้าคุณสมเด็จพระมหา- สมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส (พิมพ์ครั้งที่ 25/2529) หน้า 12-16 แจกแจงถึงทุกข์ไว้ 10 ประเภท น่าศึกษามาก จึงขอย่อความมาเสนอดังนี้
         ทุกข์ (คือความทนได้ยากแห่งสังขาร) ย่อมกำหนดเห็นได้ด้วยทุกข์อย่างนี้ คือ
1. สภาวทุกข์ หรือทุกข์ประจำสังขาร คือ ชาติ ชรา มรณะ
2. ปกิณณกทุกข์ หรือทุกข์จร ได้แก่ โสกะ ปริเทวะ ทุกขโทมนัส อุปายาส ประจวบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รัก พลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก ปรารถนาสิ่งใด ไม่ได้สมหวัง ก็เป็นทุกข์
3. นิพัทธทุกข์ คือทุกข์เนืองนิตย์ ได้แก่ หนาว ร้อน หิว กระหาย ปวดอุจจาระ ปวดปัสสาวะ
4. พยาธิทุกข์ หรือทุกขเวทนา มีประเภทต่าง ๆ ตามสมุฎฐาน คืออวัยวะที่เป็นเจ้าการซึ่งไม่ทำหน้าที่ตามปกติ (ทุกข์ในข้อ 3 และ 4 แสดงไว้ในคิริมานนทสูตร ตอนอาทีนวสัญญา)
5. สันตาปทุกข์ ทุกข์คือความร้อนรุมได้แก่ ความกระวนกระวายใจ เพราะไฟคือกิเลส มีราคะ โทสะ และโมหะแผดเผา (ทุกข์หมวดนี้มาในอาทิตยปริยายสูตร)
6. วิปากทุกข์ หรือผลกรรม ได้แก่ ความเดือดร้อนใจ (วิปฏิสาร) การถูกลงอาญา (การเสวยกรรมกรณ์) ความหายนะล่มจม ความตกยากและความตกอบาย
7. สหคตทุกข์ คือทุกข์ไปด้วยกัน หรือทุกข์กำกับกัน ดังแสดงไว้ในโลกธรรมสูตรว่า ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เป็นทุกข์แต่ละอย่าง จัดเป็นวิปริณามทุกข์ คือเป็นทุกข์เมื่อแปรเปลี่ยนไปเป็นอื่น เช่นมีลาภ คือทรัพย์ ก็ต้องระมัดระวัง เสียชีวิตเพราะลาภ เพราะทรัพย์ ก็มีตัวอย่างอยู่มากหลาย เป็นต้น
8. อาหารปริเยฏฐิทุกข์ ทุกข์ในการประกอบอาชีพ ในการทำมาหากิน (อาชีวทุกข์)
9. วิวาทมูลกทุกข์ คือ ทุกข์ที่เกิดจากการวิวาทเป็นมูลเหตุ)
10. ทุกขขันธ์หรือทุกข์รวบยอด หมายเอาสังขารคือประชุมปัญจขันธ์เอง
         แสดงไว้ในพระบาลีธัมมจักกัปปวัตตนสูตรว่า "โดยย่อ อุปาทานขันธ์ 5 เป็นทุกข์"
         แสดงไว้ในพระบาลีปฏิจจสมุปบาทว่า "ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนั้น ย่อมมีด้วยอย่างนี้"
         ผู้สนใจใคร่ศึกษาโดยพิสดาร โปรดศึกษาได้ตามหลักฐานที่อ้างถึง
         การศึกษาพิจารณาหลักปัจจยาการหรือหลักปฏิจจสมุปบาท จะทำให้รู้เท่าทันความเจริญ เมื่อเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตจะทำให้ปรับตัว ปรับใจ ทำใจได้ อย่างที่กล่าวปลงเสียว่า "ก็เป็นเช่นนั้นเอง/ตถตา" เมื่ออะไรจะเกิดก็ต้องเกิด จะห้ามมิให้เกิดหาได้ไม่ ! โลกก็เป็นเช่นนี้เอง !