พระราชดำรัส สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
ณ ศาลาดุสิดาลัย  สวนจิตรลดา
เมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๔๗

ข้าพเจ้าขอขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรี ที่เป็นผู้แทนของประชาชนชาวไทย กล่าวอวยชัยให้พรแก่ข้าพเจ้า เป็นพรที่เพราะ และเป็นที่ซาบซึ้งสำหรับข้าพเจ้ามาก ข้าพเจ้ามีอายุครบ ๖ รอบ ด้วยถ้อยคำที่ไพเราะ และเป็นกำลังใจอย่างยิ่ง ขอขอบพระคุณผู้ที่เดินทางมาร่วมชุมนุมอยู่ ณ ที่นี้ ทั้งภายในและภายนอกศาลาดุสิดาลัย จำนวนประมาณ ๒ หมื่นคน ประกอบด้วยข้าราชการ ทั้งฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายตุลาการ ทั้งพลเรือน ตำรวจ ทหาร ลูกเสือ ชาวบ้าน นักเรียน นิสิต นักศึกษา ประชาชน ผู้แทนจากมูลนิธิ สภา สมาคม สถาบัน และกลุ่มองค์กร ทั้งหลายทั้งปวง ซึ่งพร้อมใจกันมาให้พรข้าพเจ้า อย่างเนืองแน่นในวันนี้

และที่จะลืมขอบคุณเสียมิได้เลย ก็คือรัฐบาล และประชาชนทุกคณะ ทุกคนที่ได้ร่วมกันจัดกิจกรรม เพื่อเป็นการกุศล และเป็นเกียรติแก่ข้าพเจ้านับพันรายการ แต่ละกลุ่มแต่ละองค์กร ช่วยคิดหากิจกรรม ที่เป็นสาธารณกุศล และสาธารณประโยชน์อย่างน่าสรรเสริญ ยกตัวอย่างเช่น การอุปสมบทพระภิกษุ และบรรพชาสามเณร มีตั้งแต่กลุ่มย่อย ไม่ถึง ๑๐ รูป ไปจนถึงกลุ่มใหญ่ หลายพันรูป รวมแล้ว จะมีพระภิกษุ และสามเณร จากการกุศลครั้งนี้หลายหมื่นรูป มีการสร้างพระพุทธรูป สร้างเจดีย์ สร้างอาคาร และถาวรวัตถุทางศาสนา บูรณปฏิสังขรณ์วัด จัดโครงการปฏิบัติธรรม มีการสร้างอาคารสถานที่ และสิ่งก่อสร้าง ที่จะอำนวยประโยชน์ แก่ประชาชน มีโครงการช่วยเหลือผู้เจ็บป่วยและทุกข์ยากเป็นจำนวนมาก

เช่น โครงการผ่าตัดรักษาดวงตา และหัวใจ โครงการตรวจรักษาประชาชนโดยไม่คิดมูลค่า โครงการเพื่อสุขภาพ เช่น โครงการอาหารปลอดภัย โครงการออกกำลังกายในรูปแบบต่างๆ โครงการงดสุราและบุหรี่ การบริจาคโลหิต การบริจาคอาหารและสิ่งของเป็นทานแก่คนยากคนจน การไถ่ชีวิตโคกระบือ การปรับปรุงสาธารณสถาน การกำจัดขยะ การอนุรักษ์ชายฝั่งทะเล การปลูกต้นไม้ การสร้างสวนสาธารณะ  การจัดทำสิ่งของต่างๆ เพื่อเป็นที่ระลึก และเป็นเกียรติแก่ข้าพเจ้า เช่น จัดพิมพ์หนังสือ พิมพ์ธนบัตร แสตมป์ ไปรษณียบัตร จัดทำเหรียญกษาปณ์ จัดนิทรรศการ จัดแสดงดนตรี การเดินและวิ่งการกุศล และการจัดการแสดง สารคดีพิเศษทางโทรทัศน์ การจัดสัมมนาปาฐกถาทางวิชาการ การแสดง ที่สถานอัครราชทูตประเทศต่างๆจัดขึ้น  รวมทั้งการจัดงานอื่นๆ อีกนับร้อยงาน

ตลอดจนการอวยพรผ่านทางสื่อมวลชนทุกแขนง ซึ่งข้าพเจ้าไม่สามารถจะนำมากล่าวให้หมดได้ในที่นี้ แต่ก็ได้รับทราบด้วยความปีติและชื่นชม โครงการเพื่อการกุศลโครงการเดิมที่ข้าพเจ้าเคยกล่าวถึงไปแล้วเมื่อปีก่อนๆ คือ โครงการที่สภาสังคมสงเคราะห์จัดอาหารกลางวันให้คนยากคนจนในกรุงเทพฯ ชื่อโครงการน้ำพระทัยพระราชทาน ขณะนี้ก็ยังดำเนินการสืบมาอย่างต่อเนื่อง เป็นที่น่าปลื้มใจ โครงการนี้ข้าพเจ้าได้แนวคิดมาจากตั้งแต่สมัยพุทธกาล มีการตั้งโรงงานเลี้ยงคนจน และคนที่มาหางานทำในกรุงเทพฯ ก็มีมาก หากยังไม่มีงานทำ และไม่มีอะไรจะรับประทาน อย่างน้อยเขาก็มีอาหารกลางวันรับประทานหนึ่งมื้อ ก็ยังพอดำรงชีพอยู่ได้

นอกจากโครงการสาธารณกุศลและสาธารณประโยชน์ที่กล่าวมาแล้ว ยังมี ผู้ที่ส่งเงินมาร่วมทำบุญกับข้าพเจ้า ส่งจดหมาย บทร้อยกรองอวยพร และรูปของข้าพเจ้าตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน ประกอบคำอวยพรที่ไพเราะมาให้ ข้าพเจ้าได้รับแล้วด้วยความซาบซึ้งและประทับใจในน้ำใจไมตรี และความปรารถนาดีของทุกๆ คน ที่มีให้ข้าพเจ้า เป็นระยะเวลายาวนาน สิ่งที่ประชาชนทั้งหลายพร้อมใจกันปฏิบัติเนื่องในโอกาสที่ข้าพเจ้ามีอายุครบ ๖ รอบนี้ ล้วนเป็นมีความดีงามและเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองและสังคมไทย สะท้อนถึงความมีน้ำใจของคนไทย การรู้จักการให้ ความเสียสละ ความสามัคคีของชนชาติไทย ซึ่งเป็นคุณธรรมอันสำคัญ ที่จะช่วยให้ บ้านเมือง ของเราอยู่รอด และคนในชาติมีความสุข

ข้าพเจ้าได้เป็นพระราชินีตั้งแต่อายุ ๑๗ ปีเศษ จนบัดนี้อายุ ๗๒ ปีแล้ว วันเวลาผ่านไปถึง ๕๔ ปี ที่ข้าพเจ้า ได้ถวายการรับใช้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และได้ออกไปช่วยเหลือประชาชน แต่ข้าพเจ้า ไม่เคยรู้สึกเบื่อหน่าย ข้าพเจ้ามีความสุขทุกครั้งที่ได้อยู่ท่ามกลางประชาชน เพราะข้าพเจ้ารู้สึกว่า คนไทยเรานี่น่ารัก เมื่อข้าพเจ้า เห็นคนที่อายุน้อยกว่า มารอพบ ข้าพเจ้าก็เกิดความเอ็นดู ส่วนผู้ที่อายุมากกว่าก็ให้ความเมตตาแก่ข้าพเจ้าดังนั้น เราจึงอยู่ด้วยกันด้วยความรู้สึกที่ดีต่อกันเสมอมา และพยายามจะถ่ายทอดน้ำใจไปสู่กันและกัน

แรกทีเดียวที่จะตั้งต้นศิลปาชีพ เมื่อปลายปี พ.ศ. ๒๕๑๓ เกิดน้ำท่วมใหญ่ที่จังหวัดนครพนม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและข้าพเจ้าได้ไปเยี่ยมราษฎร และพระราชทานสิ่งของช่วยเหลือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งว่าไม่ทรงอิ่มพระทัยเลย รับสั่งว่าประชาชนเขายากจน และยังมาประสบภัยพิบัติอีก ทรงรู้สึกว่าต้องช่วยให้เขามีโอกาสในชีวิต ช่วยให้เขามีทางทำมาหากิน ต้องพยายามหาต้นตอความทุกข์ยากของเขา เพราะส่วนใหญ่ เขาเป็นชาวนา เขาผลิตข้าวให้แก่ประเทศทั้งประเทศ อีกทั้งข้าวก็ยังเป็นสินค้าหลักของชาติไทยเรา ข้าพเจ้าก็พยายามคิดว่าจะทำอย่างไรดี ก็ได้เห็นชาวบ้านที่มาเฝ้ารับเสด็จโดยเฉพาะผู้หญิง ใส่ผ้าซิ่นสวยงาม แม้จะดูเก่าคร่ำคร่า แต่ฝีมือที่ทอแบบที่ทอละเอียดงดงามมาก เป็นศิลปะที่งดงามของพื้นบ้าน

ข้าพเจ้าจึงมีความคิดขึ้นมาว่า ทำไมเราไม่ขอให้เขาทอผ้ามัดหมี่ลายต่างๆ ที่เขาใส่ ทำไมไม่ใช้ความงดงาม ของผ้ามัดหมี่ที่ชาวบ้านใส่มานั่งเฝ้าอยู่กับพื้นให้เป็นประโยชน์ ข้าพเจ้าบอกเขาว่า ผ้าที่เขาใส่นี้สวยมาก ทอให้พระราชินีได้ไหม ชาวบ้านก็บอกว่า พระราชินีจะเอาไปทำอะไร เพราะว่าผ้าแบบนี้ ที่คนเค้าจะนุ่งจะห่ม ก็มีแต่คนยากจนเท่านั้น คนใช้ที่กรุงเทพฯ นั่นแหละเค้าใส่กัน พระราชินีจะใส่ไปทำไม ข้าพเจ้าก็ตอบไปว่า ถ้าทอให้ พระราชินีจะใส่ตลอด เค้าก็จึงตกลงมีการเข้าชื่อกันว่าใครบ้างจะรับอาสาทอผ้าไหมมัดหมี่ถวาย แบบที่เค้าใส่กัน ลายแปลกๆ

ข้าพเจ้าได้ให้เงินล่วงหน้าไว้กับคนที่จะทอให้ข้าพเจ้าทุกคน สังเกตเห็นว่าแววตาเค้าทั้งหลายมีความหวัง ว่าเค้ามีงานทำ เป็นงานที่เค้าคุ้นเคยและถนัด บางคนก็ทอผ้าฝ้ายใช้ แต่ทอผ้าไหมสำหรับใส่ไปทำบุญที่วัด ต่อมาเค้าก็ทอให้ข้าพเจ้าเสมอ ข้าพเจ้าก็นำมาตัดเสื้อใส่ จากนั้นก็มีผู้อาสาทอผ้ามากขึ้น จึงได้โอกาสตั้งมูลนิธิ ส่งเสริมศิลปาชีพขึ้น และชาวบ้านก็เริ่มทอผ้าส่งเข้ามามากมาย ที่ไหนที่มีความยากจนข้นแค้น ข้าพเจ้ามักสังเกตว่า เค้าใส่เสื้อผ้าที่ดีที่สุดเพื่อมาเฝ้า ตอนนั้นข้าพเจ้าอายุยังน้อย ความเข้าใจต่อชีวิตของประชาชนคนไทยก็ยังน้อย ทราบว่าเค้ายากจน แต่ไม่ทราบว่าจะแก้ปัญหาได้อย่างไรดี

เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้บ่อยครั้ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะอยู่กับหัวหน้าครอบครัว ให้เค้านำเสด็จ ไปที่ที่ทำกินของเค้า เสด็จไปทอดพระเนตรดูปัญหาต่างๆ ในพื้นที่ และทรงมอบหมายหน้าที่แก่ข้าพเจ้า ว่าให้อยู่กับกลุ่มราษฎรจำนวนมาก ที่มารอรับเสด็จอยู่เป็นหมื่น บางแห่งก็เป็นแสน โดยที่เค้าจะเดินมาหลายวัน เพื่อมาเฝ้า และมีค้างแรมระหว่างทาง โอกาสครั้งนั้นเอง ที่ข้าพเจ้าได้เรียนรู้จักคนไทยมากขึ้น ว่าถึงแม้ราษฎร จะจนอย่างไรก็ตาม แต่ราษฎรมีจิตใจโอบอ้อมอารี ห่วงใยต่อเพื่อนบ้าน ห่วงใยในพระบวรพุทธศาสนา ทั้งๆ ที่เค้าเองเป็นคนจน แต่ในละแวกที่เค้าอยู่มักจะมีวัด ชาวบ้านก็จะแบ่งหน้าที่กันดูแลวัด ดูแลพระภิกษุสงฆ์

ทำให้ข้าพเจ้าเริ่มรู้จักคนไทยของเราแล้วว่าเป็นคนอย่างไร ความละโมบโลภมากเห็นแก่ตัว เค็มปี๋ รู้มาก ฉลาดแกมโกง จะไม่มีเลยในหมู่ชาวบ้าน เค้าจะมีสัจวาจา รักษาสัจวาจา สิ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และข้าพเจ้าได้เรียนรู้ก็คือ ความรักของเค้าที่มีต่อพระมหากษัตริย์ เค้าจะเดินมาเป็นวัน ๆ ค้างแรมมาหลายคืน เพราะอยากมาเห็นหน้า อยากมาเฝ้า พระที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และข้าพเจ้าใส่ติดตัวอยู่ ก็จะมาจากราษฎรนี่เอง ราษฎรจะถอดจากตัวถวาย เพื่อจะได้คุ้มครองพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและข้าพเจ้า ความโลภเค็มปี๋ จะไม่มี ในจิตใจประชาชนเลย จะมีแต่ความใสสะอาดบริสุทธิ์

ตั้งแต่นั้นมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงถือเป็นพระราชกิจที่สำคัญยิ่งที่สุด ที่จะเสด็จออกไป เยี่ยมราษฎรในท้องถิ่นห่างไกลและกันดาร และทรงปลาบปลื้มพระทัยว่า ได้สามารถทรงช่วยรัฐบาล ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการที่เสด็จออกไปพบปะราษฎรได้ทราบทุกข์สุขของเค้า และทรงมาแจ้ง แก่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐบาลได้ทราบ นับได้ว่าเราสองคนมีบุญ ไม่ว่าจะไปที่ใด ก็จะมีคนอาสาไปช่วยงาน เช่น มีนายแพทย์ผลัดเปลี่ยนเวรกันไปตามเสด็จ ที่ประชาชนพากันตั้งชื่อเองว่า หมอหลวง และมีมากแขนงขึ้นเรื่อยๆ ในขบวน ภายหลังเวลาเสด็จฯ ไปที่ใด ก็ไปช่วยราษฎรได้อย่างพระทัยปรารถนา มีแพทย์หลายสาขาวิชา ต่อมา จึงได้ทรงสร้างพระตำหนักต่างๆ ตามภาคต่างๆ ที่จะประทับแรมแล้วออกไปดูแลทุกข์สุขของราษฎรสะดวกขึ้น

เมื่อยังเล็ก ๆ อยู่ ข้าพเจ้าเคยเสียใจมากที่คุณแม่ไม่มีเสื้อผ้าสวย ๆ ให้ใส่เลย เสื้อผ้าที่ใส่เล่นในบ้าน ก็รับช่วง จากพี่ชายสองคน และได้เห็นแม่นั่งเย็บจักร เย็บชุดนักเรียนให้แก่ข้าพเจ้าและน้องสาว ได้เห็นพ่อของข้าพเจ้า ไปไหนๆ ก็ขึ้นแต่รถราง ข้าพเจ้าก็บ่นกับพี่น้องว่า แหม เบื่อจังเห็นพ่อต้องวิ่งขึ้นรถราง ท่านพ่อก็จะสอนมาตลอดว่า ลูก ความยากจนไม่ได้เป็นสิ่งที่น่าละอาย ความชั่วช้าคดโกงนั่นแหละ เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ      น่าละอายอย่างยิ่ง ข้าพเจ้าเอง ก็เดินจากบ้านที่เทเวศร์ ซึ่งไกลมาก ไปโรงเรียนเซนฟรังซีสซาเวียร์ นานๆ จึงได้ขึ้นรถรางเมื่อฝนตก

ตอนนี้ข้าพเจ้าอธิษฐานเสมอเวลาทำบุญ และแม้แต่เวลานั่งรถผ่านพระปฐมเจดีย์ว่า เกิดชาติหน้าฉันใด ขอให้เกิดกับพ่อแม่เช่นนี้ พ่อแม่ที่สอนลูกให้ห่างไกลจากความรู้มากและก็เค็มปี๋ ความจริง พ่อแม่มีห้องแถว ที่เสด็จปู่กับท่านย่า ให้เป็นมรดก ที่จะเก็บเงินค่าเช่า เป็นเงินสำหรับเลี้ยงชีวิต ตั้งแต่สมัยสงครามโลก พ่อข้าพเจ้า เคยคิดจะขึ้นค่าเช่า เพราะเห็นลูกแต่งตัวปอนซอมซ่อเต็มแก่ แต่คนเช่าห้องแถวเค้าก็มาหา ขอร้องว่าอย่าขึ้นค่าเช่าเลย และทุกครั้ง ท่านพ่อออกไปพูดกับเค้าแล้วกลับต้องตกลงว่าจะไม่ขึ้นค่าเช่า ท่านพ่อก็มาพูดกับคุณแม่ต่อหน้าลูกๆ ว่า ช่วยกันเถอะนะ ให้เค้ากินบ้าง เรากินบ้าง ในยามสงครามลำบากเช่นนี้

หลังกลับจากโรงเรียน ครอบครับของพวกเราก็จะช่วยกันปลูกดอกไม้ พวกลูก ๆ จะเก็บดอกไม้ ให้คนไปขายหน้าบ้าน เสื้อผ้าของลูกๆ แม่ก็จะเป็นคนตัดเย็บให้ วันสำคัญ เช่น วันของพระบรมราชวงศ์จักรีวงศ์ เช่น วันจักรี หรือวันปิยมหาราช พ่อกับแม่ก็จะเชิญพระบรมรูปมาตั้งจัดโต๊ะบูชา เก็บดอกไม้ที่ปลูกที่บ้านมาบูชา แล้วรวบรวมลูกหลาน ให้มาหมอบกราบรำลึกถึงพระมหากรุณาว่าแม้บ้านที่อยู่ที่เทเวศร์ก็ได้รับพระราชทานมาทั้งนั้น

เพราะฉะนั้น พ่อก็บอกว่าเราก็ตั้งจิตอธิฐานกันว่า เกิดชาติหน้าฉันใด ขอให้ได้เกิดเป็นคนไทย เกิดในพระบวรพุทธศาสนา และพ่อข้าพเจ้ามักจะชี้ให้ดูวัดวาอารามโบสถ์ของหลายศาสนา ที่อยู่ร่วมกันโดยสันติ ท่านพ่อไม่เคยสอนให้มีความเกลียดชังในจิตใจของเด็กเลย จะสอนให้นึกถึงคำของพระพุทธองค์ ที่ทรงสอน ให้มีเมตตาจิตต่อทุก ๆ คน เมื่อข้าพเจ้าโตขึ้นมา พ่อก็จะชี้ว่าให้ดูสิดูเมืองไทยเราสิ ดูกรุงเทพฯ นี่สิ วัดพุทธ สุเหร่าอิสลาม โบสถ์คริสต์ อยู่ด้วยกันได้อย่างสันติ ไม่มีการเบียดเบียนซึ่งกันและกัน ศาสนาพุทธ เป็นศาสนา ประจำชาติไทยเรา แต่ใครจะนับถือศาสนาใดก็ได้ เพราะพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นเอกอัครศาสนูปถัมภกของทุกศาสนา

เมื่อวันที่ ๒ กรกฎาคมที่ผ่านมา ข้าพเจ้าได้มีโอกาสไปเปิดงานศิลป์แผ่นดินครั้งล่าสุด ที่พระที่นั่งอนันตสมาคม เห็นแล้วบังเกิดความสุข ความปีติโสมนัสอย่างยิ่งว่านี่คือคนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และข้าพเจ้าเอาใจใส่ และเอามาจากครอบครัวชาวนาที่ยากจน บัดนี้กลายมาเป็นครอบครัวชาวนาที่มีความสามารถสูงสุด ในทางด้านศิลปะ และที่มาตอบแทนพระคุณแผ่นดินได้  ท่านทั้งหลายคงเห็นกับตาแล้วว่า งานฝีมือชั้นเลิศทั้งหลาย เป็นฝีมือของลูกหลานชาวนาทั้งนั้น วันนั้นเป็นวันที่ข้าพเจ้าปลื้มปีติเหลือเกิน ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีและ คุณหญิงก็กรุณาไปด้วยในวันนั้น ก็คงเห็นข้าพเจ้าตื่นเต้นยิ้มแก้มแทบปริ มีความสุขเหลือเกิน ข้าพเจ้าต้องขอบอกว่า มีความรู้สึกซาบซึ้ง และขอบพระคุณท่านนายกรัฐมนตรี ที่เมตตาคอยช่วยเหลือ ค้ำจุนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพตลอดมา ข้าพเจ้าปลาบปลื้มเหลือเกินที่เป็นคนไทยคนหนึ่ง รวมทั้งเหล่าศิลปาชีพทั้งหลาย ที่ได้สามารถตอบแทน พระคุณของแผ่นดินได้ ฝีมือของศิลปาชีพครั้งหลัง ที่ข้าพเจ้าได้ชมนี้ เป็นหนึ่งในโลกจริง ๆ ที่ข้าพเจ้า ได้ดูตลอดมาในโลก สมควรที่คนไทยจะภาคภูมิใจ อย่างที่พระภาวนาวิสุทธิเถร หรือท่านอาจารย์แบน แห่งวัดดอยธรรมเจดีย์ จังหวัดสกลนคร เมื่อข้าพเจ้าได้พาทั้งคณะไปกราบท่านที่วัดดอยธรรมเจดีย์ ท่านก็จะเทศน์ ให้พวกเราฟังหลายบท ในที่สุดก่อนที่ท่านจะจบ ท่านก็ย้ำเพื่อให้พวกเราทุกคน คิดระลึกถึงพระคุณของแผ่นดินเถิด คนเราถ้าสำนึกถึง  พระคุณของแผ่นดินเกิด ความคิดที่จะทำชั่วช้าก็คงหมดไป

ท้ายที่สุดนี้ ข้าพเจ้าขอขอบคุณทุกท่านที่ตั้งใจฟังข้าพเจ้าเล่าเรื่องต่าง ๆ มาด้วยความอดทน ขอขอบพระคุณ ประชาชนทั่วประเทศอีกครั้ง ที่บำเพ็ญประโยชน์ และความดีนานาประการ เพื่อเป็นการกุศลของข้าพเจ้า ในโอกาส ที่มีอายุครบ ๗๒ ปี การที่ท่านทั้งหลายตั้งใจทำความดี ไม่ว่าจะในโอกาสใดก็ตาม หากเป็นประโยชน์ แก่ประเทศชาติแล้ว ก็นับว่าท่านทั้งหลายได้ทดแทนพระคุณแผ่นดิน ช่วยให้บ้านเมืองของเรานี้ อยู่มั่งคงสถาพร เพราะผู้คนพลเมืองเต็มไปด้วยผู้มีน้ำใจงาม

ข้าพเจ้าเองก็บังเกิดความสุขใจ และมีกำลังใจที่จะรักษาสุขภาพให้แข็งแรง เพื่อทำงานให้แก่ประเทศชาติ และประชาชนต่อไป ขอให้กุศลจากการที่ท่านทั้งหลายประพฤติปฏิบัติชอบเพื่อบ้านเมือง จงส่งให้ทุกท่านมีความสุข ความเจริญ สุขภาพแข็งแรง มีกำลังกาย กำลังใจสมบูรณ์พร้อม มีสติปัญญาเฉียบแหลม ที่จะคิดแก้ไขปัญหาต่างๆ ไม่ว่าปัญหาส่วนตัวหรือปัญหาของบ้านเมืองให้ลุล่วงไปด้วยดี ขอให้มีความสามัคคีร่วมแรงร่วมใจกัน เพื่อช่วยให้ประเทศ ของเรามีความรุ่งเรืองไพบูลย์ยิ่งๆ ขึ้นตลอดไป ขอบพระคุณ
 
 



 






๑๘สิงหาคม ๒๕๔๗